Friday, March 9, 2012

ป.ป.ท. ตรวจพื้นที่ป่าต้นน้ำเทือกเขากมลา


เมื่อ วันที่ 8 มีนาคม 2555ที่บริเวณเทือกเขากมลา ต.กะทู้ อ.กะทู้ ภูเก็ต พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา ได้รับการร้องเรียนว่ามีผู้พยายามขอออกเอกสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์โซนซี สภาพเป็นป่าดิบชื้น มีต้นไม่ขนาดใหญ่ และเป็นป่าต้นน้ำ
สำหรับ พื้นที่ดังกล่าวห่างจากถนนทางเข้าน้ำตกกะทู้แยกตรงบริเวณซอยน้ำตกกะทู้ ร.6 ไปกว่า 10 กิโลเมตร สภาพถนนแคบคดเคี้ยวและลาดชัน โดยมีการลาดยางไว้เป็นระยะๆ ก่อนที่จะไปถึงพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีการขอออกโฉนดจะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ บางส่วนเป็นสวนยาง สวนผลไม้ อาทิ ทุเรียน ลองกอง หมาก สะตอ เป็นต้น มีการตั้งที่พักอาศัยประปราย เมื่อไปถึงพื้นที่ที่ถูกระบุพบสภาพเป็นป่าดิบชื้น มีต้นไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่นานาชนิด และไม้ป่าทั่วๆ ไป พื้นที่มีความลาดชันค่อนข้างมาก ไม่มีการทำประโยชน์ใด หากในช่วงที่ท้องฟ้าโปร่งจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของชายหาดป่าตองได้อย่าง ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบการปักเสาปูและข้างๆ จะมีมุดบอกระวางพื้นที่ด้วย
พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า การเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว เป็นความร่วมมือของ ป.ป.ท. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เพื่อตรวจสอบว่าจะมีการประทุษกรรมผืนแผ่นดินของส่วนรวม เพื่อป้องกันไม่ให้ไปตกอยู่ในมือของนายทุนหรือกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คน ใด และจากการตรวจสอบเบื้องต้นก็พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์ มาก เป็นป่าต้นน้ำสำคัญ และมีความลาดชันมาก จึงไม่น่าที่จะออกโฉนดได้
“จาก ข้อมูลที่ทาง ป.ป.ท.ได้รับจากประชาชนที่ร้องเรียนและข้าราชการบางส่วนที่ยังหวงแหนแผ่นดิน นั้น โดยในการทำงานจะมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าน่าจะมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะดูจากสภาพของพื้นที่ซึ่งเป็นธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ เป็นป่าดิบชื้นและมีความลาดชันค่อนข้างมาก จึงไม่น่าจะออกโฉนดได้แต่กลับยังมีความพยายามที่จะออก ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ร่วมมือก็คงไม่สามารถทำได้ เท่าที่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ทราบว่ามีผู้พยายามที่จะขอออกเอกสาร สิทธิ์เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่”
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ในกรณีที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง นั้นยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีระดับใดบ้างคงต้องขอดูหลักฐานที่ชัดเจนก่อน ขณะนี้ทราบชื่อซึ่งมีส่วนพ้องอยู่แล้วแต่ยังมีทราบนามสกุลเพราะพึ่งได้รับ รายงาน โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งหากข้าราชการระดับสูงทำผิดเองโทษก็จะหนักกว่าเจ้าหน้าที่ระดับอื่นๆ และเมื่อพ้นจากอำนาจของ ป.ป.ท.แล้วก็จะส่งต่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบต่อ และในระดับนี้หากมีข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจจะต้องขอให้มีการ ตรวจสอบทรัพย์สินด้วย
“แนว ทางที่ ป.ป.ท.ดำเนินการในเบื้องต้นจะต้องไม่ให้มีการออกเอกสารสิทธิ และจะต้องเอาผืนแผ่นดินกลับคืนมา เพราะคนที่เข้ามาครอบครองอยู่ในปัจจุบันถือว่ามีความผิดสำเร็จแล้วจะต้อง แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้เขาออกจากพื้นที่ ซึ่งในส่วนของ ป.ป.ท.คงเน้นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะลักษณะเช่นนี้คงทำได้ยากหากไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง”
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณชาวภูเก็ตและข้าราชการบางส่วนที่ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ท. เพราะหากทำเพียงลำพังคงไม่สำเร็จแต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ด้วย โดยในการลงมาทำงายระยะ 4-5 เดือนแรกนี้ คงจะทำให้ทราบได้ว่าในพื้นที่ จ.ภูเก็ตมีที่ดินแปลงใดและบริเวณใดบ้างที่น่าเชื่อว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ ไม่ถูกต้อง และเตรียมที่จะมีการออกเอกสารสิทธิอยู่มากน้อยเพียงใด
อย่าง ไรก็ตาม พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วภูเก็ตไม่ใช่เป็นสมบัติของเฉพาะคนไทยเท่านั้นแต่เปรียบเหมือนเป็นสมบัติ ของโลกด้วยซ้ำไป เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จักดีไม่น่าจะตกเป็นคนใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำด้วยหากยังมีการทำผิดเช่นนี้ เรื่อยๆ ต่อไปก็จะไม่เหลืออะไร
ส่วน มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า คงไม่สามารถตอบได้แน่ชัด แต่ที่เคยเจอลักษณะเช่นนี้ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าเมื่อทำสำเร็จแล้วจะมีการเปิดต้นไม้ออกเพื่อให้มองเห็นทะเล และมีการก่อสร้างบ้านหรูๆ ขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต และจะมีชาวต่างชาติเข้ามาครอบครองในลักษณะการจัดตั้งเป็นบริษัทจดทะเบียนใน เมืองไทยโดยถือหุ้นเกิน 51 % เมื่อเป็นเช่นนั้นคนไทยก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาในพื้นที่ได้ เหมือนๆ กับที่ดินซึ่งติดชายหาดหลายๆ แห่ง

ข่าวประจำวันที่ 08 มี.ค. 55 โดย ยงยศ พฤกษารักษ์ 

Tuesday, February 28, 2012

พร้อมพงศ์ เตรียมเสนอโครงการขยายถนน 4 เลนชุมพร – พังงา ระยะทาง 200 กม.งบกว่า 4 พันล้านบาท




สส.พร้อมพงศ์ เตรียมเสนอโครงการขยายถนน 4 เลนชุมพร – พังงา ระยะทาง 200 กม.งบกว่า 4 พันล้านบาท ด้านภูเก็ตเสนอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการท่องเที่ยว ครม.สัญจรที่ภูเก็ต


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือ แนวทางการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันโดยมี นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมาธิการท่องเที่ยววุฒิสภา นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายสมบูรณ์ จิรายุส นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นางพิชญา เมืองเนาว์ ผอ.สปข.5 และส่วนราชการภาคเอกชน 5 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง ภูเก็ต ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ การหารือร่วมกันถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง ภูเก็ต  และการสรุปผลการประชุมปรึกษาหารือแนวทางการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
นายตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการปรึกษาหารือ แนวทางการพัฒนาพื้นที่กลุ่ม 5 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง ภูเก็ต  โดยให้แต่ละจังหวัดเสนอข้อมูลโครงการที่จะพัฒนาจังหวัด เพื่อสรุปข้อมูลในภาพรวมในการนำเสนอการประชุม ครม.นอกสถานที่ ในระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2555 ในส่วนของจังหวัดภูเก็ตจะมีการนำเสนอโครงการ รถไฟฟ้ารางเบา เส้นทางจากสนามบินภูเก็ต มายังตัวเมือง โครงการอุโมงค์ลอดเข้าหาดป่าตอง โครงการก่อสร้างถนนคลองเกาะผี โครงการสะพาน  อุโมงค์ข้าม ทางแยก ทางลอด สี่แยกโลตัส สี่แยกไทนาน โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติไม้ขาว โครงการขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ต การขยายโรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนงบประมาณจะมีการหารืออีกครั้ง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ณ จังหวัดภูเก็ต ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ว่า ตนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ประสานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการ หอการค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่มจังหวัดอันดามันทั้งหมดว่าจะเสนอโครงการอย่างไรที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนกลุ่มจังหวัดอันดามัน เพื่อให้ทางคณะรัฐมนตรี ได้นำไปพิจารณา
 โดยโครงการที่จะนำเสนอ ครม.สัญจร ที่ได้มีการเสนอและคิดร่วมกัน มีอยู่หลายโครงการด้วยกัน โดยเฉพาะ จ.พังงา เช่น โครงการขยายทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม เป็น 4 เลน ระหว่าง จ.พังงา ไปถึง 4 แยกปฐมพร จ.ชุมพร ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งโครงการอยู่ที่ประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท โครงการทำเมืองพังงาให้เป็นเมืองแห่งการศึกษา เช่นการดำเนินการเปิดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตพังงา ที่ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา  ซึ่งมีการบริจาคที่ดินมาแล้วประมาณ 300 ไร่ เป็นต้น โครงการทำเมืองท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศน์ในกลุ่มจังหวัดอันดามันทั้งหมด โครงการเส้นทางระบบโลจิสติกส์ หรือระบบขนส่งการท่องเที่ยว โดยการขยายรถไฟจาก อ.คีรีรัฐ จ.สุราษฎร์ธานี มาเชื่อมต่อที่บ้านท่านุ่น ต.โคกกลอง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา หรือมาเชื่อมต่อกับสะพานสารสิน เพื่อให้เกิดการขนส่ง รวมระยะทาง 160 กิโลเมตร โดยขณะนี้มีการเวนคืนที่ดิน และมีการศึกษาไว้แล้ว งบประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท
 โครงการเหล่านี้จะเป็นการสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในการที่จะขยายเรื่องการขนส่ง เรื่องการท่องเที่ยว ทำให้กลุ่มอันดามัน จะมีการสร้างรายได้จากเดิมๆ นักท่องเที่ยวเข้ามาปีละประมาณ 10 ล้านคน โดยในปี 2554 นักท่องเที่ยวผ่านสนามบินภูเก็ต ประมาณ 8.5 ล้านคน ซึ่งมากกว่าปีก่อนๆ และในปี 2555 คาดว่าจะมีมากกว่าปี 2554
 นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรื่องของการปรับปรุงขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ต เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 12.5 ล้านคนในปี 2557 โดยจะมีการขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ รวมทั้งการทำหลุมจอดจาก 15 หลุม เป็น 30 หลุม และการขยายเรื่องระบบขนส่ง ซึ่งรัฐบาลก็ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว จำนวน 5.7 พันล้านบาท นั้น ในการประชุมครม.สัญจร เราจะนำเสนอในเรื่องให้มีการขยายรันเวย์สนามบินเพิ่มเติมด้วย
 แต่สิ่งที่สำคัญที่ประชาชนต้องการ คือการขยายถนน รวมทั้งรถไฟ ทำสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในหน้าร้อนเดือน เม.ย.ของทุกปี ที่ภูเก็ตจะต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ทำให้ประชาชน และผู้ประกอบการ มีการเจาะน้ำบาดาลกันมากขึ้นทำให้น้ำเค็มมาแทนที่ เกิดแผ่นดินทรุดตัว และทำให้น้ำเกิดมีปัญหา เพราะฉะนั้นการที่จะจัดสรรน้ำอย่างไร และดำเนินโครงการอย่างไรให้น้ำจากแผ่นดินในกลุ่มจังหวัด พังงา หรือกระบี่ นำน้ำเข้ามาในพื้นที่ จ.ภูเก็ตที่เป็นเกาะ รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่สะดวกขึ้น ปัจจัยพื้นฐานคือมีน้ำ มีไฟฟ้า แล้วก็มีระบบการอำนวยความสะดอกเพียงพอ อันนี้จะส่งเสริมการมีรายได้ให้กับพี่น้องในชุมชน จ.พังงา ภูเก็ต กระบี่ ระนอง และสร้างรายได้ภาพรวมของการท่องเที่ยวของประเทศ
 ตนเชื่อว่า ถ้ามีการขยายและมีการลงทุน เม็ดเงินเหล่านี้เช่น กลุ่มอันดามันจ่ายภาษี 3 แสนล้านกระจายงบประมาณกลับมาให้ซักส่วนหนึ่ง ซัก20เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เสียภาษีไป รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นจาก2 แสนล้านต่อปีอาจจะเป็น 3 แสนล้านในปีต่อไป อันนี้ก็เป็นการลงทุนที่ถ้ามองในภาพการลงทุนคุ้มค่า และที่สำคัญจะทำให้วิถีวิชิตของคนกลุ่มจังหวัดอันดามันประกอบด้วย 4 จว.รวมทั้งพี่น้องใน 14 จว.ในภาคใต้ที่มาเป็นผู้ประกอบการแล้วก็มีการประกอบอาชัพเรื่องเกษตรเรื่องประมงก็มีการขายสินค้าได้มากขึ้น ทีนี้ความเป็นอยู่ของคนใต้ 14 จว. จะดีขึ้น

Monday, February 20, 2012

ฟังความเห็นแก้ปัญหาจราจรสามแยกบางคู


เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมใบเรือ โรงแรมโบ๊ทลากูน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายเลิศ พัดฉวี รองผู้อำนวยสำนักงานทางหลวงกระบี่ (สุราษฎร์ธานี) เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2) การสำรวจและออกแบบรายละเอียด โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 402 (ถนนเทพกระษัตรี) กับทางหลวงหมายเลข 402 (ทางเลี่ยงเมืองภูเก็ต) หรือบริเวณสามแยกบางคู ซึ่งกรมทางหลวงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบ บริษัท เอพซิลอน จำกัด บริษัทคอนซัลแตนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท ที.พี.เอฟ.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นาย ธานินทร์ วิรัตน์พงษ์ วิศกรโยธาเชี่ยวชาญ ตัวแทนกรมทางหลวง กล่าวว่า หลังจากที่ได้เคยจัดให้มีการประชุมปฐมนิเทศโครงการไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2554 และมีการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่ตามแนวเส้นทางของโครงการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นการนำเสนอรูปแบบ หลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือก สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลการพิจารณาคัดเลือกรูปแบบที่เหมาะสมและแนวทางการแก้ไขปัญหา จราจรบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น แยกเกาะแก้ว เป็นต้น รวมทั้งมาตรการเบื้องต้นในการจัดการกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับรูปแบบที่ใช้ในการออกแบบรายละเอียด การแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณแยกเกาะแก้ว ตลอดจนแผนการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป ซึ่งกรมทางหลวงและที่ปรึกษาจะได้นำข้อคิดเห็นต่างๆ ไปพิจารณาประกอบในการออกแบบให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและทางวิชาการในลำดับต่อไป
"จาก การเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาของการรับฟังความคิดเห็นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งพิจารณาทางด้านวิศวกรรม ด้านการจราจร ด้านการลงทุน และด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน 5 ทางเลือก ปรากฎว่า รูปแบบทางเลือกที่ 4 ซึ่งเป็นอุโมงค์ทางตรงลอดใต้ทางแยก (Through Under Pass) ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งเป็นการกำหนดให้เส้นทางที่มีปริมาณจราจรมาก คือ เส้นทางเลี้ยวขวาจากสนามบินไปหาดป่าตองเป็นถนนระดับพื้น และตัดกระแสกับรถจากหาดป่าตองที่จะเลี้ยวขวาเข้าเมืองภูเก็ตที่มีปริมาณค่อน ข้างน้อยบริเวณนี้จะใช้สัญญาณไฟจราจรสำหรับรถเลี้ยวขวา และก่อสร้างอุโมงค์ตามแนวถนนเทพกระษัตรีเป็นอุโมงค์ลอดใต้ทางแยกขนาด 2 ช่องจราจร สำหรับจากเมืองภูเก็ตไปสนามบิน และรถบริเวณทางลงอุโมงค์ห้ามลงอุโมงค์ให้ไปยูเทิร์นบนหลังอุโมงค์ เพื่อกลับรถเข้าเมืองภูเก็ต หรือเลี้ยวซ้ายไปกลับรถบริเวณถนนเลี่ยงเมืองเพื่อไปสนามบิน ส่วนรถทางตรงจากสนามบินเข้าเมืองภูเก็ตให้วิ่งระดับพื้น ซึ่งทางบริษัทที่ปรึกษาจะได้นำไปออกแบบรายละเอียดในการก่อสร้างทางแยกต่าง ระดับต่อไป"
นาย ธานินทร์ กล่าวด้วยว่า บริเวณสามแยกบางคู เป็นสามแยกระดับดินที่เป็นจุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข 402 (ถนนเทพกระษัตรี) กับทางเลี่ยงเมืองภูเก็ต และควบคุมการจราจรด้วยระบบสัญญาไฟบริเวณสามแยก ประกอบกับทางหลวงหมายเลข 402 (ถนนเทพกระษัตรี) เป็นถนนสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต และทางเลี่ยงเมืองภูเก็ตเป็นเส้นทางที่จะไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่ นิยมของจังหวัดภูเก็ต เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน แหลมพรหมเทพ เป็นต้น ปริมาณการจราจรบริเวณทางแยกจึงสูงมาก และมีสภาพคับคั่ง โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบจัดการบริเวณดังกล่าวให้สามารถรองรับ ปริมาณการจราจรในปัจจุบัน และที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับหลักวิชาการและ วิถีชีวิต รวมทั้งออกแบบจัดการจราจรระหว่างการก่อสร้างเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อการจราจร และวิถีชีวิตน้อยที่สุด

Thursday, February 9, 2012

นิทานอีสป เรื่อง ชายเร่ร่อน

คลิ๊กที่ภาพ


เมื่อเดินทางมาถึงเมืองนั้น ชายเร่ร่อนก็เข้าไปในตลาดเพื่อ หาซื้อข้าวของ เเต่บังเอิญเขาถูกสุนัขในตลาดกัดที่น่องจน

เป็นเเผล "ท่านต้องเอาขนมปังชุบเลือดจากเเผล เเล้วนำไปให้สุนัขตัวนั้น กิน

เเผลของท่านจึงจะหายได้เเละไม่เป็นพิษ" พ่อค้าคนหนึ่งเเนะนำ เเต่ ชายเร่ร่อนยิ้มเเล้วกล่าวว่า "ถ้าทำเช่นนั้น

สุนัขทุกตัวในเมืองก็จะมากัดข้าเป็นเเน่ เพราะรู้ว่า

เมื่อกัดข้าเเล้วจะได้กินขนมปัง" 

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ถ้าใช้เงินซื้อศัตรู มีเเต่จะได้ศัตรูมากขึ้นเรื่อยๆ





นิทานอีสป เรื่อง เมื่อสุนัขกัด

Sunday, February 5, 2012

ชาวภูเก็ตผู้รักและปกป้องสถาบัน 100 กว่าคน เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขประมวลอาญา


กลุ่มประชาชนชาวภูเก็ตผู้รักและปกป้องสถาบัน 100 กว่าคน เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขประมวลอาญามาตรา 112 เพื่อยุติการกระทำของกลุ่มนิติราษฎร์

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต กลุ่มประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตผู้รักและปกป้องสถาบัน จำนวน 100 กว่าคน เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขประมวลอาญามาตรา 112 ถึง รัฐบาล ผ่านทาง นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นำโดย นายสมาน เกาะเหล็ก นายดอน ลิ้มนันท์พิสิษฐ์ นางสาว อาภารัตน์ ชาติชุติกำจร และกลุ่มประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต เพื่อร้องเรียนให้กลุ่มนิติราษฎร์และแนวร่วมยุติการล่ารายชื่อในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต โดยการถือป้ายโจมตีกลุ่มนิติราษฎร์ต่างๆ เช่น วรเจตน์ต่างจากคุณทองแดงอย่างไร ตอบด้วย, วรเจตน์ มีชื่อว่า “วรนุช” ,คณะนิติราษฎร์คือคณะที่มีอุดมการณ์เดียว คือเนรคุณ เป็นต้น
 นายดอน กล่าวว่า ตามที่กลุ่มนิติราษฎร์และกลุ่มแนวร่วมได้เสนอและแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จะแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเสนอให้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งรวมทั้งหมวด 2 พระ มหากษัตริย์ด้วย ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ หมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ง่ายและหนักข้อมากขึ้น รวมถึงข้อเสนอให้พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและ พิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยกล่าวอ้างถึงประมุขในระบอบประชาธิปไตยของต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อเสนอต่างไล้วนแล้วแต่สอดรับขบวนการล้มสถาบันที่ดำเนินการอยู่อย่าง ต่อเนื่องและเหิมเกริมขึ้นทุกวัน และพยายามลดฐานะ ลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่หนทางในการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นการทำลายความมั่งคงของราชอาณาจักร โดยทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อนและเพิ่มความแตกแยกของคนในชาติให้มากขึ้น ไปอีก แทนที่กลุ่มดังกล่าวนี้ควรทำในสิ่งที่สำคัญกว่าคือการเสนอวิธีการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ของนักการเมืองไทยทุกระดับที่กำลังเป็นมะเร็งร้ายของประเทศนี้
นาย ดอน กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ได้ทรงพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ ว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ตลอดกว่า 60 ปี ที่ครองราชย์พระองค์ทรงดำรงในทศพิศราชธรรม ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตมานับครั้งไม่ ถ้วน พระองค์จึงทรงเป็นดั่งศูนย์รวมใจและทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนไทย ทั่งทั้งแผ่นดิน จึงนำไปเปรียบกับประมุขของประเทศอื่นหาไม่ได้ ดังนั้น ทางกลุ่มประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตผู้รักและปกป้องสถาบัน จึงขอคัดค้านกลุ่มนิติราษฎร์และกลุ่มแนวร่วมต่างๆที่ร่วมกันเสนอจะแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  และกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 หมวด 2 พระ มหากษัตริย์ โดยให้ยุติการกระทำข้างต้นโดยทันที แต่ถ้าหากกลุ่มดังกล่าวยังไม่ยุติและมีการดำเนินการล่ารายชื่อในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต ทางกลุ่มประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตผู้รักและปกป้องสถาบันก็จะดำเนินการคัดค้าน และต่อต้านอย่างถึงที่สุด 
ด้าน นาย สมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คนภูเก็ตได้ออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเชื่อว่าทุกคนในภูเก็ตมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และวงศานุ วงศ์ หนังสือดังกล่าวทางจังหวัดภูเก็ตจะส่งด่วนไปยังกระทรวงมหาดไทย และส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อที่ทางรัฐบาลจะได้นำเสนอไปยังฝ่ายนิติบัญญัติว่าการแก้ไขประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 นั้น คนภูเก็ตไม่เห็นด้วย

Tuesday, January 24, 2012

ชุดฉก.มท.เตรียมลุยรถป้ายดำและผู้มีอิทธิพล


นาย ตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหารถป้ายดำที่ให้บริการผู้โดยสารตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการร้องเรียนมายังจังหวัดเกี่ยวกับการรับส่งผู้โดยสารโดย เฉพาะกรณีที่ไม่ยอมให้รถต่างพื้นที่เข้าไปรับผู้โดยสารในพื้นที่ที่มีรถให้ บริการประจำถิ่นอยู่แล้ว มีการแย่งผู้ โดยสาร จนมีปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ขับขี่ถึงขั้นมีการข่มขู่ และทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการคิดอัตราค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม และเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น ป่าตอง กะตะกะรน สาคู เป็นต้น ล่าสุดได้รับการประสานจากส่วนกลางว่ามีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ไปยังกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี แล้ว โดยทางกระทรวงมหาดไทยจะตั้งชุดเฉพาะกิจลงมาดูแลและแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆ ด้วย คาดว่ามีการลงพื้นที่มาประมาณเดือนกุมภาพันธ์นี้

“กับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นทาง จังหวัดเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องแต่ก็ทำได้ยาก เพราะหากจะจัดการขั้นเด็ดขาดไปเลยก็จะมีการต่อต้าน และจะไปมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวได้ และต้องยอมรับว่าปัญหาของแท็กซี่ป้ายดำนั้นเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน ไม่สามารถที่จะดำเนินการแก้ปัญหาทั้งระบบได้ในทันทีทันใด และต้องใช้เวลาพอสมควร รวมทั้งจะต้องอาศัยกำลังจากส่วนกลางเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่งด้วย”
นาย ตรี กล่าวว่า การแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมาทางจังหวัดโดยสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ให้บริการตามจุดต่างๆ พยายามจะนำรถบริการป้ายดำมาขึ้นทะเบียน เพื่อทำการเปลี่ยนรถป้ายดำให้เป็นรถป้ายเขียวโดยให้อยู่ในรูปของสหกรณ์ และมีจุดให้บริการที่ชัดเจน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที รวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการให้บริการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถตรวจสอบได้กรณีที่เกิด ปัญหาขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับในระดับหนึ่ง เป้าหมายต่อจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นรถมิเตอร์ แต่ก็มีปัญหาในเรื่องระเบียบหลักเกณฑ์ของทางราชการที่มีข้อกำหนดชัดเจนกรณี เปลี่ยนเป็นรถมิเตอร์ เช่น ขนาดของเครื่องยนต์ อายุของรถ เป็นต้น ทำให้เจ้าของรถบางรายไม่สามารถดำเนินการได้ และการจะซื้อรถใหม่ก็จะต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงยังไม่ประสบผลและเป็นไปค่อนข้างล่าช้า 

เขียนโดย ยงยศ พฤกษารักษ์

Monday, November 21, 2011

รถกระบะแหกโค้งชนรถจยย.ตาย 1 เจ็บ 2 - บานปลายเป็นม๊อบชาวบ้าน



เมื่อ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 พ.ต.ท.วัชรินทร์ ฐิรัฐติกาลวิวัฒน์ สารวัตรเวรสภ.ท่าฉัตรไชย อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งว่ามีเหตุรถยนต์กระบะพุ่งชนรถจักรยานยนต์ทำให้มีผู้เสียชีวิตคา ที่ 1 ราย และบาดเจ็บ อีก 2 ราย ขอให้เดินทางตรวจสอบด้วย หลังจากได้รับแจ้งก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นก็ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศล ธรรมภูเก็ต และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง
ที่ เกิดเหตุพบประชาชนจำนวนมากกำลังมุงดูเหตุการณ์ ที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 85/3 ม.2 ต.ไม้ขาว พบกองเลือดกองใหญ่ไหลนองพื้น แต่ไม่พบร่างผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมและพลเมือง ดีนำส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตก่อนหน้านี้แล้ว ใกล้กับพบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขกจ - 771 เพชรบุรี จอดคว่ำอยู่ 1 คัน สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ห่างกันประมาณ 10 เมตร พบรถยนต์หมายยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก หมายเลขทะเบียน กน-841 ภูเก็ต จอดอยู่สภาพด้านหน้าพังยับเยิน และมีไฟติดอยู่ที่ประตูด้านข้างคนขับ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันดับไฟ ทราบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิต 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บนำส่งรพ.ถลาง เพื่อให้แพทย์ได้ทำการปฐมพยาบาล
จาก การสอบสวนทราบว่า รถยนต์กระบะดังกล่าวได้ขับมาจากด่านตรวจท่าฉัตรไชย เพื่อขับเข้าไปในตัวเมืองภูเก็ต เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุฝนได้ตกโปรยปรายลงมาเล็กน้อย ทำให้รถเกิดเสียหลัก พุ่งชนรถจักรยนต์คนที่ผู้ตายขับมาอย่างจัง ทำให้ผู้ตายที่ขับซ้อนสามออกมาจากบ้านคอเอน ต.ไม้ขาว อย่าจัง ความเร็วของรถยังได้กระแทกรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่หน้าบ้านหลังดังกล่าว จนได้รับความเสียหายอีก 1 คัน ซึ่งจากการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านบ้านคอเอน และชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ต้องการให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาแก้ไขปัญหาบริเวณดัง กล่าวอย่าง ถาวร ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขปัญหาเกรงว่าจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตเพิ่ม ขึ้น
ทำ ให้ชาวบ้านกว่า 300 คน ได้นำเต็นท์มากองปิดถนนบริเวณขาเข้าเมืองภูเก็ต ทำให้รถติดเป็นอัมพาตยาวเหยียด เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมารับฟังปัญหาและ ร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งการปิดถนนดังกล่าวทำท่าจะบานปลาย และอาจจะทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาในเส้นทางดังกล่าวได้รับความ เดือดร้อน ผู้ชุมนุมยื่นขอเสนอต้องการคุยเสนอ ปัญหาผ่าน นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แต่ทราบว่า นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการฯภูเก็ต ติดรายการด่วน จึงให้นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จ.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางลงไปเจรจากับผู้ชุมนุม 
ซึ่ง กลุ่มผู้ชุมนุม ยื่นข้อเสนอ 1.ให้เจ้าหน้าที่นำแทงปูนมาปิดบล๊อคเส้นทางฝั่งขาเข้าเมืองตั้งแต่ยูเทินทร์ ก่อนถึงโค้งคอเอน จนถึงสถานที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน 2. ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขเส้นทางดังกล่าวอย่างยั่งยืน ซึ่งเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะช่วงฝนตก) 3.ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับคนขับรถยนต์กระบะที่ทำให้เกิด อุบัติเหตุจนถึงที่สุด ซึ่งนายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รับปากว่าจะดำเนินการตามข้อตกลงของกลุ่มผู้ชุมนุม และจะเรียกตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น แขวงการทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าประชุมเพื่อร่วมวางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมพอใจและแยกย้ายกันในที่สุด
ด้าน นายสมนึก พาที ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านคอเอน กล่าวว่า บริเวณดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 10 ราย และบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะในช่วงฝนตก ซึ่งการปิดถนนครั้งนี้ ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวต้องการให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม และแขวงการทางภูเก็ต เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน เพราะหากไม่มีมีใครเข้ามาแก้ไขปัญหา ปัญหาก็ยังคาราคาซัง ก็จะทำให้อุบัติเหตุเกิดเพิ่มขึ้น ยอดผู้เสียชีวิต ก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมืองภูเก็ต เป็นเมืองท่องเที่ยวหากปล่อยให้อุบัติเหตุเกิดบ่อยครั้งและมียอดผู้เสีย ชีวิตสูงขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดได้ ซึ่งชาวบ้านบริเวณดังกล่าวไม่อยากเห็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว จึงได้รวมตัวกันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง